Showing posts with label Random Stuff. Show all posts
Showing posts with label Random Stuff. Show all posts

Thursday, August 28, 2008

อดไป Barcamp Bangkok 2

ผมจะบินกลับถึงไทยเวลาบ่ายสามโมงของวันอาทิตย์ที่ 31 ซึ่งตรงกับวันที่สองของ Barcamp Bangkok ครั้งที่ 2 ดังนั้นผมจึงอดไปงานบารฺแคมพ์ ..อีกครั้ง

เดิมทีผมอยากจะพูดเรื่อง การเข้ารหัสและอำพรางข้อมูลแบบคลาสสิค (Classical Cryptography and Steganography) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างน่าสนุกและไม่เป็นเชิงเทคนิคซักเท่าไหร่ และเนื้อหาที่จะนำมาพูดนั้นจะนำมาจากสมุดจดวิชา Sicherheit und Zuverlässigkeit digitaler Systeme (Security and Reliability of Digital Systems) ซึ่งผมเรียนไปเมื่อหนึ่งปีก่อน

คำว่าคลาสสิคนั้นมีความหมายว่ามีมาก่อนที่คอมพิวเตอร์จะถูกประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งในส่วนของการเข้ารหัส (Cryptography) นั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วน

  • Transitional cipher เช่น Rail Fence Cipher
  • Subtitution cipher เช้น Ceasar cipher (และ ROT13), Vigenere cipher, และ Playfair cipher

หลังจากนั้นก็จะพูดถึงการอำพรางข้อมูล (Steganography) และยกตัวอย่างเช่น หมึกล่องหน (และกระดาศป้องกันหมึกล่องหน), microdots, และ the Doll Woman

หลังจากนั้นก็ลองทำโจทย์ง่ายๆตามหัวข้อที่พูดไป

ถ้ามีเวลาเหลืออาจขึ้นในส่วนต้นๆของ modern cryptography ซึ่งแบ่งเป็น assymetric key, symmetric key, และ hybrid key ซึ่งคงจะพูดถึงแค่หลักการของมัน

นอกจากนั้นอาจพูดถึงโพรโตคอลที่น่าสนใจ เช่น No-key protocol และ Zero-knowledge protocol ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะจัดมันอยู่ในประเภทคลาสสิคหรือสมัยใหม่ดี เนื่องจากมันเป็นอะไรที่ธรรมดามากจนคนยังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หวังว่าโอกาสหน้าคงจะได้พูดเสียที

Wednesday, August 27, 2008

This is not a pipe


This is not a pipe

This is not the rightous

This is not a viloence

This is our democracy


ตอแหลทั้งนั้น !!

(รูปประกอบจาก Wikipedia, BBC, และเว็บไซท์กองการเลือกตั้ง สนง.ตำรวจแห่งขาติ)

Sunday, January 27, 2008

Web 2.0 Workplaces

สภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเป็นอย่างไร ออฟฟิศของคุณนั้นน่าทำงานแค่ไหน?

สำหรับหลายๆคนรวมทั้งตัวผมเองแล้ว สภาพแวดล้อมของที่ทำงานนั้นเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆในการทำงาน (แต่แน่นอนว่าค่าจ้างก็ยังสำคัญอยู่)



ภาพจาก UADDit: สถานที่ทำงานของ Twitter

เมื่อวันก่อนเว็บไซต์ UADDit ได้รวมภาพสถานที่ทำงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 เช่น Facebook, Flickr, Twitter, และบริษัทอื่นๆไว้ได้อย่างน่าสนใจ ใครอยากเห็นว่าบริษัทไอทีสมัยใหม่เขาให้ความสำคัญกับที่ทำงานแค่ไหนกันบ้าง สามารถเข้าไปดูรูปกันได้ที่ Web 2.0 workplaces

บริษัทไทยหลายๆที่ก็มีสภาพแวดล้อมดีในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะบริษัทที่ผมเคยไปร่วมงานด้วย ตอนนี้ผมท่องไว้ในใจว่าหากตั้งบริษัทสักบริษัทหนึ่ง สภาพแวดล้อมที่ดีแก่พนักงานนั้นสำคัญมาก เพราะผมต้องใช้หนึ่งในสามของชีวิตในที่ทำงานนี้

เพิ่มเติม ไปอ่านใน Blognone พบว่ามีคนเอาข่าวมาลงเหมือนกัน นอกจานี้ยังมีลิงค์ไปยังรูปของบริษัทอื่นๆ

Friday, January 4, 2008

Story of Stuff

ว่าจะเขียนถึงเรื่องเรื่องนี้นานมากกกแล้ว แต่ช่วงนี้ชีวิตเหลวแหลกไปหน่อย จนไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอแปะไว้สั้นๆละกัน



เมื่อประมาณเดือนสองเดือนที่แล้วได้มีโอกาสดูคลิปวีดีโอของเว็บ www.storyofstuff.com ซึ่งพูดถึงกระบวนการผลิตและบริโภคในปัจจุบันนั้นมีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และต้นทุนของสินค้าชิ้นหนึ่งๆนั้นมีมูลค่าที่แท้จริงแค่ไหน และเพื่อให้ได้สินค้าเหล่านั้น ใครกันบ้างที่เป็น "ผู้จ่าย"

ผมว่ามันเป็นคลิปที่อธิบายได้ชัดเจนและเห็นภาพมากๆ

บางทีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นไปได้ผมอยากได้เห็นอุตสาหกรรมที่พัฒนาได้อย่างยั่งยืน และไม่ทำให้เราเสียใจภายหลังเมื่อพบว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นมันมีค่าแค่ไหน

สำหรับผม การคงอยู่ของต้นไม้และธรรมชาติ นั้นมีความสำคัญมากกว่า "ข้ออ้าง" ถึงผลเสียทางอ้อมของการขาดมันเสียอีก

ทำให้คิดไปถึงกรณีของภาวะโลกร้อน และการใช้รณรงค์ไม่ใช้กระทงโฟม ที่ผมมองว่าเป็นการหลอกลวงของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ไม่สนใจข้อมูลที่ขัดแย้งกับแนวคิดตัวเอง ถึงแม้ข้อมูลนั้นจะมาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์

ว่าแล้ว เรามาเริ่มต้นการอนุรักษ์จากการไม่หลับหูหลับตาเชื่อสื่อดีกว่า

Thursday, December 6, 2007

C/C++ Performance in Complex Number Computation

จากที่คุณ bow_der_kleine ได้เขียนใน biolawcom.de ไว้ในหัวข้อ C/C++ vs. Fortran in Scientific Programming ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยในการเปรียบเทียบความเร็วระหว่าง C/C++/Fortran ในการคำนวณ complex number

ในตัวอย่างนั้นได้ทำการเปรียบเทียบ C++ และ Fortran ในการคำนวณด้าน complex number ไว้ และสรุปว่าภาษา C นั้นช้ากว่าโปรแกรมที่เขียนโดย Fortran มากๆ ในการคำนวณ complex number
ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ เนื่องจากยังไม่มีการเขียนเปรียบเทียบระหว่างภาษา C (ชัดๆ) และ Fortran เลย

ข้อแตกต่างระหว่าง c/c++ นอกจากความสามารถด้านคลาสแล้วยังรวมถึงไลบรารีต่างๆที่ใช้ด้วย และหนึ่งในนั้นคือไลบรารี complex ซึ่งใน C/C++ นั้นมีรายละเอียดแตกต่างกันค่อนข้างมาก

ผมลองเขียนโค้ดโดยอิงตัวแปรจากคุณ bow เป็นหลัก มาสามโปรแกรมคือ
  1. ภาษา C ที่เรียกใช้ complex.h ซอร์ส
  2. ภาษา C++ ที่เรียกใช้ complex ซอร์ส
  3. ภาษา C ที่ไม่เรียกใช้ complex.h ซอร์ส
และทำการจับเวลาโดยใช้สคริปท์ python

ได้ผลลัพท์คือ (ดูรูปใหญ่)



จะเห็นว่าเวลาที่ได้ระหว่าง C/C++ นั้นมันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตราการโตของเวลาที่ใช้แตกต่างกัน

จริงๆแล้วอยากเทียบกับ Fortran จังเลย แต่เขียนไม่เป็น

ปล. ระหว่างที่เขียนและรันโปรแกรมได้โหลดบิททอเรนท์อยู่ ผลลัพท์อาจผิดพลาดไปเล็กน้อย

Saturday, June 23, 2007

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย

วันนี้ผมได้กรอกแบบสอบถามของทางมหาวิทยาลัยในขณะที่ลงทะเบียนรับปริญญาบัตรทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งคำถามที่ทางมหาวิทยาลัยถามนั้นมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับการขอคำแนะนำในการเรื่องหลักสูตร การเรียนการสอน และกิจกรรมนิสิต

ผมเกรงว่าการที่ผมกรอกระบายความอัดอั้นลงไปนั้น ผลสุดท้ายแล้วอาจเป็นความว่างปล่าวเพราะไม่มีผู้สนใจจดหมายใบน้อยๆ (จริงๆแล้วคือแบบสอบถามใบน้อยๆ) ของผม ผมจึงนำขึ้นมาวางไว้ในบล็อกส่วนตัวด้วย เนื่องจากมีความหวังเล็กๆว่า ความเห็นนี้อาจบังเอิญมีความหมายต่อผู้หลงทางเข้ามาบางคนบ้าง เท่าหางอึ่งก็ยังดี

6.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาที่เรียน
ควรเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา โดยอาจลดจำนวนวิชาบังคับที่หวังดีต่อนิสิตเหลือเพียงแค่วิชาที่จำเป็นจริงๆของสาขาวิชา จากนั้นเพิ่มอากาสของนิสิตในการเลือกวิชาเสริมในด้านที่ตัวเองต้องการ เนื่องจากผู้ที่จบในปริญญาสาขานี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้โปรแกรมหนึ่งหรือเครื่องมือหนึ่งตามตลาดของประเทศให้เป็น นั่นเป็นสิ่งที่สายอาชีพควรพิจารณา ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย

6.3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ควรมีการตรวจสอบการสอนและการให้เกรดของอาจารย์ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากในสี่ปีที่ผมเรียนรู้มาผมพบว่า ในมหาวิทยาลัยอาจมีผู้ที่สอนที่ไม่มีความพยายามที่จะสอน หรือมีผู้สอนที่ไม่มีความพยายามที่จะออกเกรด แม้กระทั่งมีผู้สอนที่ไม่ต้องการออกเกรดอย่างเป็นธรรม

โดยเฉพาะในกรณีสุดท้าย นิสิตผู้ได้รับความอยุติธรรมนั้นขาดที่พึ่งที่ปลอดภัย การร้องเรียนไปยังภาควิชาหรือทางคณะนั้นกลับก่อให้เกิดผลร้ายต่อนิสิตเองอีกด้วย

6.4 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา
ขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจกับกิจกรรมของนักศึกษา

ผมเห็นว่าทางมหาวิทยาลัยควรพิจารณา ยกเลิกการเก็บค่ากิจกรรมจากนิสิตในทุกภาคการศึกษา หากเงินที่นิสิตจ่ายไปนั้นนำไปใช้เพื่อกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่นการรับน้องของกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง หรือการบริหารองค์กรณ์นิสิตที่นิสิตไม่มีส่วนร่วมจริงๆ

ทุกวันนี้นิสิตส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าของ ทางผู้บริหารได้ทำให้นิสิตทั่วไปเข้าถึงทรัพยากรณ์นั้นได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่การที่นิสิตบางกลุ่มนั้นตัดสินใจการใช้ทรัพยากรณ์ที่ได้มา ไปในทางที่ไม่มีประโยชน์ต่อนิสิตหรือทางมหาวิทยาลัย หรือการกระทำนั้นยังเป็นที่ถกเถียง (เช่นการรับน้อง และการฟุ่มเฟือยกับการกินเลี้ยง) นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เสียยิ่งกว่า

ผมเห็นว่ากิจกรรมนิสิตนั้นจะเกิดขึ้นได้ หากมหาวิทยาลัยคอยพลักดันอยู่ห่างๆ ให้ความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (สถานที่ เวลา และคำปรึกษา) การผลักดันโดยมหาวิทยาลัยคอยบงการการทำงานนั้น คงเรียกไม่ได้ว่าเป็นกิจกรรมนิสิตนัก

มหาวิทยาลัยสามารถเป็นต้นแบบที่ดีของสังคมไทยที่นิสิตจะออกไปพัฒนาและใช้ชีวิตอยู่ได้ ตลอดสี่ปี่ที่ผมได้เรียนรู้มานั้นผมพบว่า สังคมนิสิตภายในมหาวิทยาลัยและสังคมของประชาชนในประเทศไทยนั้น ในภาพรวมและรายละเอียดล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น

นั่นคือยังต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เหมือนๆกัน

ปล. ผมเขียนขณะที่ผมกำลังมีไข้หวัด ถ้ามีอะไรที่ผิดพลาดผมต้องขอโทษด้วย

Sunday, June 17, 2007

Mirror, mirror on the wall, who's the fairest of them all?

หลายๆคนคงได้ยินนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่งของ Brothers Grimm ซึ่งกล่าวถึงราชินีใจร้ายองค์หนึ่งที่จะฆ่าลูกของตัวเองเพียงเพราะว่าลูกของเธอนั้นสวยกว่า แน่นอนว่าหลายๆคนคงได้เคยได้ยินเรื่องนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย บ้างก็อาจได้ยินในเวอร์ชันหลังๆที่มีการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก มาให้เหมาะกับการเป็นนิทานเด็กจนเป็นแม่เลี้ยงและลูกติดสามี

เรื่องที่ผมจะพูดถึงนี้ ผมขออ้างอิงจาก Snow White เวอร์ชันแรกที่ริมเก็บรวมรวมมาได้ ที่ราชินีนั้นคือแม่แท้ๆของสโนวไวท์

คืนหนึ่งผมบังเอิญคิดถึงนิทานเรื่องนี้ขึ้นมา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมเกิดเอะใจคิดขึ้นมาได้ว่านิทานเรื่องนี้อาจไม่ใช่นิทานเด็กธรรมดาๆซะแล้ว หลังจากที่นอนคิดอยู่สักพักผมก็ตัดสินใจเขียนถึงมันในบล็อกของผมนี้

ราชินีมองเห็นอะไรในกระจก?

นิทานหลายๆเรื่องนั้นแฝงแนวคิดที่มักจะแตกต่างกันมาโดยตลอด โดยทั่วไปแล้วเด็กๆและผู้รับชมนั้นมักจะมองข้ามแนวคิดเหล่านั้นไปเพราะความเพลิดเพลิน หรือการที่คิดว่ามันไร้สาระ

กระจกวิเศษนั้นคงไม่มีจริง แน่นอนว่ามีบทพิสูจน์อยู่ซึ่งคงต้องกล่าวถึงในโอกาสหน้า แต่ถ้าเรามองข้ามความมหัศจรรย์ของกระจกวิเศษไป อะไรคือแนวคิดหลังกระจกใบนั้น?

กระจกนั้นมีความหมายถึงการสะท้อนตนเอง สิ่งที่ผู้ส่องเห็นจากการมองเข้าไปในกระจกนั้นก็คือตัวผู้ส่องเอง ถ้ากระจกที่ราชินีส่องนั้นไม่ใช่กระจกวิเศษ หากแต่เป็นเพียงแค่กระจกธรรมดา สิ่งที่ราชินีเห็นนั้นก็น่าจะเป็นเพียงแต่ตัวราชินีเอง แต่ทำไมการส่องกระจกครั้งนั้นถึงทำให้ราชินีเกิดความกลัวสโนวไวท์ขึ้นมา

หรือราชินีมองเห็นอะไรในสโนวไวท์จากเงาตัวเอง?
ทำไมสิ่งสิ่งนั้นถึงทำให้ราชินีกลัวจนกระทั่งทำสิ่งที่ไม่ปกติลงได้?

ผมคงต้องกลับไปอ่านนิทานเรื่องนี้ใหม่อีกรอบแล้ว