Showing posts with label Grad Life. Show all posts
Showing posts with label Grad Life. Show all posts

Thursday, August 28, 2008

อดไป Barcamp Bangkok 2

ผมจะบินกลับถึงไทยเวลาบ่ายสามโมงของวันอาทิตย์ที่ 31 ซึ่งตรงกับวันที่สองของ Barcamp Bangkok ครั้งที่ 2 ดังนั้นผมจึงอดไปงานบารฺแคมพ์ ..อีกครั้ง

เดิมทีผมอยากจะพูดเรื่อง การเข้ารหัสและอำพรางข้อมูลแบบคลาสสิค (Classical Cryptography and Steganography) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างน่าสนุกและไม่เป็นเชิงเทคนิคซักเท่าไหร่ และเนื้อหาที่จะนำมาพูดนั้นจะนำมาจากสมุดจดวิชา Sicherheit und Zuverlässigkeit digitaler Systeme (Security and Reliability of Digital Systems) ซึ่งผมเรียนไปเมื่อหนึ่งปีก่อน

คำว่าคลาสสิคนั้นมีความหมายว่ามีมาก่อนที่คอมพิวเตอร์จะถูกประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งในส่วนของการเข้ารหัส (Cryptography) นั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วน

  • Transitional cipher เช่น Rail Fence Cipher
  • Subtitution cipher เช้น Ceasar cipher (และ ROT13), Vigenere cipher, และ Playfair cipher

หลังจากนั้นก็จะพูดถึงการอำพรางข้อมูล (Steganography) และยกตัวอย่างเช่น หมึกล่องหน (และกระดาศป้องกันหมึกล่องหน), microdots, และ the Doll Woman

หลังจากนั้นก็ลองทำโจทย์ง่ายๆตามหัวข้อที่พูดไป

ถ้ามีเวลาเหลืออาจขึ้นในส่วนต้นๆของ modern cryptography ซึ่งแบ่งเป็น assymetric key, symmetric key, และ hybrid key ซึ่งคงจะพูดถึงแค่หลักการของมัน

นอกจากนั้นอาจพูดถึงโพรโตคอลที่น่าสนใจ เช่น No-key protocol และ Zero-knowledge protocol ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะจัดมันอยู่ในประเภทคลาสสิคหรือสมัยใหม่ดี เนื่องจากมันเป็นอะไรที่ธรรมดามากจนคนยังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หวังว่าโอกาสหน้าคงจะได้พูดเสียที

Monday, November 12, 2007

TV on Debian Etch

ในหอพักที่ผมอยู่ตอนนี้มีช่องสายเคเบิลทีวีให้ใช้ และถึงแม้ว่าการดูทีวีมันทำให้เสียการเสียงาน แต่การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศหนึ่งๆนั้น ทีวีก็น่าจะช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง
แต่ผมไม่ต้องการซื้อทีวีแพงๆมาให้รกห้องน่ะสิ

ผมเลือกที่จะซื้อการ์ดทีวีมาติดตั้งลงใน desktop ของผม ที่ตอนนี้ผมกำลังพยายามเซ็ตมันเป็น server อเนกประสงค์อยู่

การ์ดที่ผมเลือกใช้คือ Hauppauge WinTV Go ที่สามารถใช้บน linux ได้ และมีราคาถูก ผมซื้อมันมาจาก Amazon.de ด้วยราคา 18 Euro (900 บาท) รวมค่าส่งแล้ว



เมื่อเสียบการ์ดลงไปในเครื่อง desktop ที่ใช้ Debian etch แล้วปรากฏว่า video4linux ก็เจอ driver bttv ของการ์ดนี้ทันที ผมไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

โปรแกรมที่ใช้ดูทีวีบนคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่หลายโปรแกรม เช่น Mplayer, xawtv, Zapping, KWinTV, และ tvtime ซึ่งจากประสพการณ์ของผม mplayer นั้นใช้งานได้ครอบจักรวาล แต่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อดูไฟล์วีดีโอเท่านั้น

ส่วน xawtv นั้นก็มีปัญหาที่ interface มันเส็งเคร็ง Zapping ก็ดันมีบั๊กตั้งแต่ตอนติดตั้ง และผมขี้เกียจไล่ตามลงแพ็คเกจสำหรับ KWinTV (ผมใช้ gnome)
สุดท้ายแล้วตัวเลือกของผมคือ tvtime เพราะผมยังไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเกลียดมัน การติดตั้งก็ทำได้โดยง่ายแสนง่าย เพราะมันมีข้อมูลอยู่ใน repository อยู่แล้ว

แต่ชีวิตคนเรามันคงไม่สดใสเหมือนในนิยาย

ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อผมซื้อสายเคเบิลคุณภาพบัดซบมาจากร้านหนึ่งยูโร ทำให้ผมต้องเสียเวลาไปกับการจูนช่องใหม่หลายรอบ เพราะผมไม่มั่นใจว่ามันมีปัญหาที่การ์ด ที่สาย หรือที่ตัวเคเบิลกลางของหอพัก

จากนั้นเมื่อลองใช้งาน tvtime ปรากฎว่าพบปัญหาว่าการ์ดจอไม่พบ DGA Extenstion สาเหตุเกิดมาจากการที่ไดรเวอร์ของ Nvidia นั้นไม่ซัพพอร์ท DGA (Direct Graphics Access)

เพิ่มข้อความนี้ไปใน Section Module เพื่อยกเลิกการใช้งาน dga

SubSection "extmod"
Option "omit xfree86-dga"
EndSubSection

จากนั้นก็ restart แล้วทำการจูนทีวีอีกครั้งโดยใช้คำสั่ง

tvtime-scanner

เลือกระบบและช่วงคลื่นทีวีด้วย สำหรับผมก็ PAL, europe ระหว่างนี้ก็ไปหาอะไรกินก่อนก็ได้เพราะมันอาจจะนาน

จากนั้นเปิดโปรแกรม tvtime เราก็จะพบ



.. noise บานเลย

update: ไปดูทีวีของเพื่อนคนไทยห้องข้างๆแล้วก็ไม่ชัดเหมือนกัน น่าจะเป็นที่สายเคเบิลกลาง

Friday, October 19, 2007

SSH Tunneling

ห้องที่ผมพักอยู่นี้เป็นหอพักของมหาวิทยาลัย และอินเตอร์เน็ตของหอพักก็เป็นเน็ตในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้เน็ตจะมีความเร็วสูงแค่ไหนผมก็ไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เนื่องจากอินเตอร์เน็ตของหอพักได้จำกัดปริมาณการขนส่งข้อมูลนอกเครือข่ายภายนอกมหาวิทยาลัย (Transfer Volume) ไว้ที่ 3GB ต่อเดือน ซึ่งตัวเลขนี้นั้นนับทั้งดาวน์โหลดและอัพโหลดแล้ว

โชคดีที่ผมมี account อยู่ที่เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการพิมพ์งานที่มหาวิทยาลัย ซึ่งผมสามารถต่อ SSH เข้าไปใช้งานได้
ผมจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าผมใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ผมก็จะไม่เสียโควต้าอินเตอร์เน็ตเลย เพราะเครื่องมหาวิทยาลัยต่างหากที่ทำการส่งข้อมูลออกนอกมหาวิทยาลัย ส่วนผมติดต่อกับเครื่องมหาวิทยาลัยอีกที

สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ ทำการส่งต่อข้อมูลผ่านพอร์ท (Port Forwarding) จากเครื่องผมไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์มหาวิทยาลัย ข้อมูลที่ส่งไปยังอินเตอร์เน็ตทุกข้อมุลก็จะวิ่งผ่านพอร์ทนี้ไปทะลุที่เครื่องปลายทาง และถ้ามีข้อมูลส่งกลับมันก็จะถูกส่งกลับมาทางพอร์ทเดิมนี้เช่นกัน

เริ่มจากการเปิดพอร์ทโดยใช้ ssh ซึ่งรองรับโปรโตคอล SOCKS4 และ SOCKS5
ssh -D 14141 account@server.address # เปิดพอร์ท 14141 ไปยังเครื่องปลายทาง
จากนั้นทำการตั้ง proxy ที่ browser ที่ใช้ให้ยิงไปที่ localhost พอร์ท 14141
แต่เนื่องจาก Opera ไม่รองรับ SOCKS4 หรือ SOCKS5 ทำให้ข้อมุลต้องผ่านโปรแกรมอีกตัวหนึ่งชื่อ Privoxy

ตั้ง proxy ของ Opera ให้ส่งข้อมูลไปที่ localhost พอร์ท 8118 (Privoxy default) และทำการแก้ไขข้อมูลของ Privoxy
sudo vi /etc/privoxy/config
เพิ่มบรรทัดนี้ลงไปในหัวข้อ forward-socks4 and forward-socks4a
forward-socks4 / 127.0.0.1:14141 .
เซฟไฟล์ และทำการ restart ตัว privoxy โดยใช้คำสั่ง
sudo /etc/init.d/privoxy restart
หลังจากนั้น 3GB ก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ขอบคุณเจสันที่เคยสอน พึ่งได้ใช้ประโยชน์จริงๆก็คราวนี้แหละ

Saturday, October 13, 2007

1-Euro-Handy

เมื่อวันที่ผ่านมาผมไปเปิดบริการมือถือของ O2 โดยการเปิดใช้งานแพ้คเกจนี้ผมต้องเซ็นสัญญาใช้งานเป็นเวลาอย่างน้อยสองปี

บริการที่ใช้คือ O2 Genion M ซึ่งมีอัตราค่าโทรศัพท์แบ่งออกเป็นค่าโทรภายใน Homezone และค่าโทรทั่วไป ซึ่งหากเราอยู่ในขอบเขตของ Homezone (ในบริเวณของถนนที่พักอาศัยอยู่) เราจะสามารถใช้โทรศัพท์ได้ฟรีถ้าโทรภายในเครือข่ายของ O2 หรือ Festnetz (โทรศัพท์บ้าน)

หากอยู่นอกขอบเขตนั้น หรือโทรเข้าเครื่อข่ายอื่นที่ไม่ใช่ O2 หรือ Festnetz เราจะต้องเสียนาทีละ 0,19 Euro (ประมาณ 9 บาทต่อนาที) ฉะนั้นหากไม่จำเป็นก็อย่าโทรนอก Homezone หรือโทรข้ามเครือข่ายเพราะมันแพง

นอกจากนี้เมื่อเซ็นสัญญาใช้งานแล้วเรามีสิทธิ์ซื้อโทรศัพท์ได้ในราคาถูกลง ถึงถูกสุดๆ แต่ต้องเสียค่าดทรศัพท์รายเดือนแพงขึ้นนิดหน่อย

ยกตัวอย่างเช่น



ผมซื้อ O2 Xda Cosmo มาในราคา 1 Euro (50 บาท) !! แต่ผมต้องเสียค่ารายเดือนแพงขึ้นเดือนละ 10 Euro (500 บาท) รวมๆแล้วสองปีก็เป็นเงิน 240 Euro (12,000 บาท) ก็โอเคแหละวะ

ตอนนี้ผมกำลังหาซื้อซองใส่กันรอยขูดข่วนอยู่ ดูไปดูมาแล้วท่าทางว่าราคาซองจะแพงกว่าราคาเครื่องหลายเท่าตัวแน่เลย

Wednesday, October 10, 2007

รับน้อง กิจกรรมนิสิต และการเมือง

ผมบ่นอยู่เสมอๆมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีแล้ว ว่าผมไม่ชอบการรับน้องแบบคลาสสิคในมหาวิทยาลัยไทย แต่ถึงกระนั้นผมก็เข้าห้องประชุมเชียร์ครบทุกครั้ง เพื่อที่จะได้พิสูจน์ความเชื่อตัวเอง และเพื่อที่จะได้บอกกับคนอื่นๆได้เต็มปากว่ามันไม่ดีเพียงไร

ในต่างประเทศเองก็มีการรับน้อง แต่การรับน้องนั้นค่อนข้างแตกต่างกับไทยทั้งในแนวคิดและวิธีการ

จากที่มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน กิจกรรมรับน้องของที่นี่นั้นส่วนใหญ่เป็นการแนะนำและช่วยเหลือผู้เข้าเรียนใหม่ เช่น กิจกรรมพาทัวร์มหาวิทยาลัย ปาร์ตี้นานาชาติสำหรับนักเรียนต่างชาติ มีเว็บไซต์และเว็บบอร์ดไว้เพื่อตอบคำถามของนักเรียนใหม่ มีการเลือกตั้งสภาเพื่อเป็นเสียงนักเรียนต่อทางมหาวิทยาลัย ตัวสภาเองนั้นสามารถถูกตรวจสอบได้ โดยการประชุมของสภานั้นเป็นการประชุมที่เปิด นักเรียนคนใดสนใจก็สามารถเข้าไปร่วมฟังและออกความเห็นได้ด้วย

กลับมามองของบ้านเรา สาระสำคัญดันไปอยู่ที่ว่ารุ่นน้องต้องเชื่อฟังและเคารพรุ่นพี่ เพราะรุ่นพี่ที่อายุไล่เลี่ยกันนั้นมีความรู้มากกว่า และบางครั้งรุ่นพี่บางคนอาจจะรู้ไปแล้วว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเจอมาก่อน (รุ่นพี่เขากะเอาคร่าวๆ) สภานักเรียนนั้นเป็นการเลือกแล้วเลือกเลย ไม่มีการตรวจสอบ สุดท้ายเงินกิจกรรมก็ถูกปันส่วนอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นสำคัญคือ การรับน้องของไทยนั้นไม่มีการเคารพเสียงส่วนน้อย ซึ่งเป็นส่วนที่แตกต่างระหว่างการเป็นประชาธิปไตย และเผด็จการคนหมู่มาก

ผมเชื่อว่าการเมืองของประเทศ ก็สามารถมองได้จากการเมืองภายในมหาลัยได้ด้วย มันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างในความคิดของประชาชน และที่น่าสนใจคือนิสิตในมหาวิทยาลัยนั้นด่านักการเมืองและนักเผด็จการ แต่สุดท้ายตัวเองก็ทำนิสัยแบบนั้นเสียเองโดยไม่รู้ตัว

ผมนับถือผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการวางแผนพัฒนาการรับน้อง แต่หากแผนนั้นยังเป็นเพียงแค่การสร้างภาพอย่างปัจจุบัน โดยไม่มีการลงมือทำอย่างจริงจังและทุ่มเท ผมว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้มีการรับน้องแบบเดิมต่อไป

ข้าวพะแนงเนื้อ

นี่คืออาหารไทยจานแรกที่ผมทำในเยอรมัน มีไส้กรอกที่เหลือในตู้เย็นเป็นเครื่องเคียง



ส่วนผสม
- เนื้อบด
- ใบโหระพา
- พริก
- เครื่องปรุงทั้งหลาย

ทั้งหมดสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายของเอเชียในเมือง นอกจากเนื้อบดที่ซื้อที่ไหนก็ได้

Tuesday, October 9, 2007

Zimmer 214

การหาที่พักสำหรับนักเรียนของที่นี่นั้นสามารถหาได้จากการสมัครกับทางมหาวิทยาลัย หรือติดต่อห้องพักภายนอกด้วยตัวเอง ในส่วนของห้องพักของมหาวิทยาลัยนั้น นักเรียนที่ต้องการเข้าพักต้องส่งใบสมัครจองคิวเช่าตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากห้องพักจะมีราคาถูกในคุณภาพดีและสาธารณูปโภคพร้อม

ผมโชคดีที่ได้ที่พักกับทางมหาวิทยาลัยทั้งๆที่ติดต่อจองที่พักไปช้ามากๆ ห้องที่ผมได้เป็นแฟล็ตแชร์ที่เรียกว่า Wohngemeinschaft (WG) สำหรับหกคน คือแบ่งเป็นห้องพักหกห้อง มีห้องน้ำรวมสองห้อง และห้องครัวกับห้องนั่งเล่นรวม มีกฏกลางเกี่ยวกับเวรทำความสะอาดและซื้อของอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก

ใน WG ของผมมีนักเรียนมาจากทั่วโลก ได้แก่ แม็กซิโก อิหร่าน เคนย่า ตูนิเชีย บัลแกเรีย และผม ภาษาส่วนใหญ่ที่พูดกันมักเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นคนที่มาจากตูนีเชียพูดอังกฤษไม่ได้เพราะเขาเรียนหลักสูตรภาษาเยอรมันล้วน ทำให้ผมต้องพูดเยอรมันคำอังกฤษคำอยู่บ่อยๆ



ผมอยู่ห้องเลขที่ 214 บ้านที่ 2 บนชั้นที่สองของชั้นสองของแฟลตบนถนน Kammerstrasse พูดให้ยาวกว่านั้นก็คือ หอพักแห่งนี้มีสามโซน คือโซนกลาง ปีกซ้าย และปีกขวา แต่ละโซนจะเรียกว่าบ้าน (Haus 1, 2, 3) แต่ละบ้านก็มีชั้นอยู่หลายชั้น และแต่ละชั้นก็จะมี WG อยู่อีกหลายห้อง ซึ่ง WG นี้จะเป็นเหมือนบ้านซึ่งแบ่งเป็นสองชั้นย่อยอีก
ตำแหน่งของห้องผมนั้นจัดได้ว่าทำเลค่อนข้างดี คือค่อนข้างอุ่นในหน้าหนาว แต่ร้อนตับแตกในหน้าร้อน (พี่คนไทยห้อง 212 เล่าให้ฟัง)

 

มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นสวนทางด้านหลัง เป็นวิวที่ค่อนข้างสบายตา โดยเฉพาะวันอาทิตย์ที่มีแดดดีๆจะมีสาวสวมชุดบิกินีมานอนอาบแดดอ่านหนังสือ หลายๆครั้งไอ้ต้นไม้ต้นใหญ่กลางแดดนั้นก็บังสาวชุดบิกินีคนนั้นอยู่บ่อยๆ

ผมได้แต่หวังว่าหน้าหนาวปีนี้จะมาช้ากว่าทุกปี เพราะจะได้มีคนมาอาบแดดอีกเรื่อยๆ

 

ตัววิทยาเขตที่ Duisburg นี้แบ่งออกเป็นสามโซน คือโซน B, M, และ L ซึ่งมีสีในแผนที่เป็นน้ำเงิน เขียว และแดงตามลำดับ และเนื่องจากสาขาของผมเป็นสาขาวิชาที่ต้องเรียนข้ามหลายสาขาวิชา (Interdisciplinary Studies) ทำให้ผมต้องถ่อสังขารจากที่พัก (รูปธง) ไปเรียนทุกๆโซน และอาจรวมถึงไปเรียนในวิทยาเขตเมือง Essen ด้วย

ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าถึงขนส่งมวลชนในเมืองเยอรมัน ซึ่งผมกับเพื่อนร่วมแฟล็ตแชร์ชาวบัลแกเรียประทับใจมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยและบัลแกเรียมีปัญหากันทั้งคู่

Sunday, October 7, 2007

Study in Duisburg



เมืองดุยส์บวก (Duisburg) เป็นเมืองทางทิศตะวันตกของแคว้นนอร์ธไรน์-เวสฟาเลีย (North Rhine-Westphalia) ประเทศเยอรมัน ซึ่งเมืองนี้มีความสำคัญคือเป็นเมืองที่มีท่าเรือทะเลในที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และมีทีมฟุตบอล MSV Duisburg ที่แข่งขันอยู่ในลีกบุนเดสลีกา (และกำลังมีลุ้นตกชั้นในฤดูกาลถัดไป)

วิกิพีเดียบอกผมว่า เมืองดุยส์บวกนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของเยอรมัน และเป็นอันดับ 5 ของแคว้นนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ได้ดึงดูดทั้งคนเยอรมันและคนต่างชาติเข้ามาในบริเวณนี้

ขณะนี้ผมได้เข้ามาเรียนต่อปริญญาโท สาขา Control & Information Systems ที่มหาวิทยาลัยดุยส์บวก-เอสเซ็น (Universität Duisburg-Essen) หลักสูตรสองภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน มหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดจากการรวมกันของสองมหาวิทยาลัยในเมืองดุยส์บวกและเมืองเอสเซ็นในวันที่ 1 มกราคม 2003 และผมคิดว่าอาจมีแนวโน้มที่จะรวมกับมหาวิทยาลัยในเมืองโบคุมในอีกไม่ช้า

การเข้ามาเรียนที่นี่มีปัญหามากมาย ตั้งแต่ความล่าช้าของการตอบรับที่มาถึงเพียงไม่ถึงสองเดือนก่อนมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งอาจเป็นเพราะเขาต้องการพิจารณาหาคนที่ดีกว่าผมมาเรียนในสาขานี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนสมัครเพิ่มจึงจำใจรับผมเข้ามา ทั้งๆที่ผมจบปริญญาตรีมาทางสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)

จากนั้นก็มีปัญหากับทางสถานทูต เนื่องจากสถานทูตต้องการเอกสารยืนยันว่าผมมีเงินพอที่จะเล่าเรียนในประเทศเยอรมันได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ซึ่งเอกสารนี้ต้องได้รับการยืนยันจากธนาคารในเยอรมันเท่านั้น เนื่องจากเขาไม่รับเอกสารรับรองทางการเงินจากธนาคารไทย ไม่ทราบว่าทำไมถึงมีกฏอย่างนี้ขึ้นมาได้เหมือนกัน

ผมเสียเวลาไปเกือบสองอาทิตย์ในการติดต่อธนาคาร และสุดท้ายเมื่อได้ทุกอย่างตามที่สถานทูตขอ เรื่องมันก็จบลงด้วยดี

ขณะนี้ผมอยู่ที่ดุยส์บวกแล้ว อากาศเย็นๆค่อนข้างหนาว
ไว้เดี๋ยวจะกลับมาเขียนเรื่องที่พักที่นี่ต่อหลังจากกลับมาจากการซื้อของที่ dm